Review : ประสบการณ์การปรับโครงหน้าด้วยการร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ และโบทอกซ์ ที่ AIC CLINIC (ตอนที่ 1)

January 30, 2014

วันนี้ส้มจะมาเล่าประสบการณ์ในการร้อยไหม และ ฉีดฟิลเลอร์เป็นครั้งแรกในชีวิต

ให้เพื่อนๆได้อ่านเป็นข้อมูลเผื่อมีใครกำลังสนใจที่จะลองทำดูนะคะ

 

ส้มได้ไปทำกับคุณหมอพุฒิพงษ์ ภูมิสุวรรณ ที่ AIC Clinic พระราม 4

ซึ่งถ้าใครได้ติดตามอ่านบล๊อกส้มมาซักพัก น่าจะพอคุ้นๆกับชื่อนี้

เพราะว่าส้มได้ รักษาหลุมสิวด้วยวิธีการ Stamping และ Air Dissector

กับคุณหมอที่นี่และก็ได้ผลชัดเจน ดีกว่าการรักษาด้วยเลเซอร์ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้

 

ประกอบกับการที่ได้ศึกษาข้อมูลด้วยตัวเองและได้ศึกษาจากคุณหมอ

ส้มก็ได้รู้ว่า คุณหมอพุฒิพงษ์นั้นเป็นแพทย์คนไทยคนแรก

ที่นำนวัตกรรมการร้อยไหมเข้ามาเมืองไทย

 

หลายๆคนอาจจะได้ยินชื่อว่า “ร้อยไหม” แล้วต้องเกิดคำถามขึ้นมาอย่างแน่นอน

เพราะส้มเจอกับตัวเองเลย มีหลายคนที่เข้ามาถามว่า

“มันดีจริงหรือเปล่าคะ”  “ร้อยไหมอันตรายนะ ทำไมถึงกล้าทำ นู่นนี่นั่น”

 

อย่างที่ส้มบอกไปนะคะว่า คุณหมอเป็นคนแรกที่นำการร้อยไหมเข้ามาในเมืองไทย

และคุณหมอก็เป็นผู้ที่นำวิธีการร้อยไหมมาสอนให้กับแพทย์ในเมืองไทย

จึงได้มีการร้อยไหมกันอย่างแพร่หลายตามคลีนิคต่างๆ

ส้มเองบอกตามตรงว่า เชื่อใจในฝีมือของคุณหมอเอง ถึงได้กล้าทำ

เพราะคุณหมอเป็นคนพูดตามความจริงด้วยเหตุผลและข้อมูลที่เป็นความจริง

ผนวกกับข้อมูลที่ได้ศึกษามานั้น ก็ทำให้ส้มตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ซึ่งการปรับรูปหน้าครั้งนี้ จะเรียกว่าเป็น Face Transformation ค่ะ

ก็คือการปรับโครงสร้างของใบหน้านั่นเอง

ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการ ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ หรือ โบทอกซ์

อันนี้ก็แล้วแต่รูปหน้าและปัญหาของแต่ละคนค่ะ

เอาล่ะ…ก่อนที่จะไปดูขั้นตอนการปรับโครงหน้าครั้งนี้

ให้ทุกคนได้เตรียมใจก่อนดูภาพสยดสยอง..อิอิ ไม่ใช่ค่ะ ล้อเล่น

ส้มอยากจะให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับนวัตกรรมนี้

หรือหลายๆคนที่กำลังสนใจเรื่องการร้อยไหม หรือฉีดฟิลเลอร์อยู่

จะได้ศึกษาข้อมูลนี้ก่อนการตัดสินใจค่ะ

ข้อมูลเกี่ยวกับการร้อยไหม >> คลิกที่นี่

ข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์ >> คลิกอ่านที่นี่

 

ตัวส้มเองพอได้พูดคุยกับคุณหมอหลายครั้ง ประกอบกับข้อมูลต่างๆที่คุณหมอให้มา

ทำให้เราได้เกิดความมั่นใจและกล้าที่จะลองปรับรูปหน้าในครั้งนี้ดู

ก่อนอื่น คุณหมอจะเป็นผู้ดูโครงสร้างใบหน้าของเราก่อน

ว่ามีปัญหาตรงไหนที่ควรจะต้องแก้ หรือ เสริมบ้าง

 

ปัญหาของใบหน้าส้มคือ

คุณหมอบอกว่า จมูกส้มโด่งมาก จนทำให้ใบหน้าดูแบน

เพราะมีแค่ส่วนเดียวที่เด่นชัดสุด อีกทั้งใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อยตามวัยและคางสั้น

คุณหมอเลยบอกว่า จะต้องทำการร้อยไหมยกระชับ

ฉีดฟิลเลอร์ตรงโหนกแก้ม คาง ร่องแก้ม มุมปากและ โบทอกซ์คาง

หลังจากนั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจเจ็บตัวได้แล้วค่ะ ^_^

ก่อนอื่น จะต้องทายาชาให้ทั่วบริเวณที่จะทำการปรับโครงหน้า

และทิ้งไว้ประมาณ 45 นาทีค่ะ แต่จะบอกว่า ยาชาคุณหมอนี่ ชาจริงๆค่ะ

แป้บเดียวก็รู้สึกชาทั่วหน้า ถ้าผู้ช่วยหมอนวดยาชาให้ด้วยนะคะ

เรียกว่า ชาถึงลิ้นกันเลยทีเดียว

 

ในระหว่างรอ ผู้ช่วยคุณหมอจะไปเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

ซึ่งเห็นแล้วก็…อืม เยอะขนาดนี้เลยเหรอ

ท่าจะโดนชุดใหญ่เข้าแล้ว ส้มเอ๊ย…แอบเสียวเล็กน้อย

(แต่พอถึงเวลาจริงๆ เยอะกว่าที่เห็นบนถาดนี้อีกค่ะ)

 

พอหน้าเริ่มชาแล้ว ผู้ช่วยหมอจะทำการเช็ดยาชาออก

และเช็ดทำความสะอาดผิวอีกครั้งด้วยแอลกอฮอล์

และฆ่าเชื้ออีกครั้งด้วย เบตาดีนค่ะ

 

 

และก็ถึงเวลาที่คุณหมอจะเริ่มปฏิบัติการแล้ว…ตื่นเต้นๆๆ

ก่อนที่จะทำการร้อยไหมหรือฟิลเลอร์นั้น

จำเป็นต้องฉีดยาชาเพื่อลดอาการเจ็บ

แต่ส้มจะบอกเลยนะคะว่า “ฉีดยาชาเนี่ยแหละเจ็บที่สุดของการทำครั้งนี้แล้ว”

ตอนคุณหมอฉีดและเร่งยาเข้าใต้ผิวเนี่ย เจ็บจี๊ดดดดดดดเลย

คุณหมอจะจิ้มฉีดยาชาทั่วหน้าเลยค่ะ เพื่อที่จะได้ให้รู้สึกชาไม่เจ็บเวลาทำ

ไม่ได้นับว่าคุณหมอจิ้มไปที่กี่ แต่รู้ว่าเยอะมาก แทบจะทุกอณูเลย

แต่แป้บเดียวไม่กี่นาที หน้าก็ชาได้ที่ ไม่รู้สึกอะไรแล้วค่ะ

เอาล่ะ…มาดูขั้นตอนแรกกันก่อนเลย

คุณหมอเริ่มจากการ ฉีดฟิลเลอร์ ของยี่ห้อ Juvederm

ผลิตโดยบริษัท Allergan อเมริกา

ซึ่งเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุดที่แพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้กัน


ขั้นตอนในการฉีดฟิลเลอร์

 

คุณหมอจะใช้ เข็มทู่ หรือ Blunt Needle

(ลักษณะจะคล้ายกับหลอดขนาดเล็ก

นึกภาพคล้ายๆกับหลอดยาคูลท์แต่เล็กกว่าหน่อย)

ซึ่งข้อดีของการใช้เข็มทู่ก็คือ จะไม่แทงทะลุเส้นเลือดใต้ผิวเหมือนเข็มเล็กทั่วไป

ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ

 

พอคุณหมอใช้เข็มทู่เหมือนกับการเจาะรูเปิดทางแล้ว

จากนั้นก็จะทำการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในรูที่เจาะเอาไว้

ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์นี้ จะต้องฉีดให้ลึกจนถึงกระดูก

ดังนั้นโอกาสที่จะโดนเส้นเลือดแดงมีสูงมาก

หากแพทย์ไม่มีความชำนาญมากพอ อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ค่ะ

(ในตอนนี้ส้มแค่รู้สึกจี๊ดๆเล็กน้อยๆค่ะ

เพราะยาชามันชาทั่วทั้งหน้าแล้ว แต่อาจจะได้ยินเสียง แคร่กๆ บ้าง)

 

คุณหมอได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ให้ส้มตรงบริเวณโหนกแก้มเป็นจุดแรกก่อน

เห็นภาพอาจจะหวาดเสียวค่ะ แต่จริงๆไม่เจ็บเลย เพราะหน้ามันชามาก

(รูปนี้คุณหมอมาฉีดซ้ำให้อีกทีหลังร้อยไหมเสร็จ เพราะหน้าส้มมันไม่เท่ากัน)

 ฉีดทั้ง 2 ข้างเพื่อโหนกแก้มเท่ากัน

 และได้ฉีดบริเวณร่องแก้ม และคางเพื่อทำให้คางยาวขึ้น

 

 

และยังฉีดฟิลเลอร์ให้รอบมุมปากเพื่อให้ปากดูเชิดและได้รูปมากยิ่งขึ้นค่ะ

 

พอทำการฉีดฟิลเลอร์เต็มจุดบกพร่องบนใบหน้าแล้ว

จากนั้นคุณหมอก็ได้ทำการร้อยไหมในขั้นตอนต่อไป

 

ไหมที่คุณหมอนำมาร้อยบนหน้าส้มในครั้งนี้มี 4 แบบด้วยกันค่ะ

ไหมชนิดแรกคือ ไหม Double Twist 

 
คือไหมที่เกิดจากการเอาไหมธรรมดา 2 เส้น
 
มาพันเป็นเกลียว ดังนั้นไหมแบบนี้จะมี เส้นใน 1เข็ม 
 
(แตกต่างจากไหมทอนาโด ที่เป็นเส้นเดียว แต่พันรอบเข็ม ไหมทอนาโด
ซึ่งคุณหมอบอกว่า หมอเลิกใช้ไปนานแล้ว เพราะทำให้ชอกช้ำ บวมมาก
และผลการรักษาก็ไม่แตกต่างจากไหมธรรมดา
มีคลินิกหลายๆแห่งไม่รู้ เพิ่งเริ่มเอาเข้ามาใช้กัน)

 

ประโยชน์ของไหม Double Twist 
 
คือ ช่วยเพิ่มแรงดึงและกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่าไหมเส้นเรียบ
 
เพราะแนวเกลียวรอบเส้นไหมจะเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มพื้นที่หน้าตัด
 
ทำให้ผิวสามารถการสร้างคอลลาเจนใหม่มาเกาะรอบเส้นไหมได้เร็วและมาก
 
ผลที่ได้ก็คือหน้าจะยกกระชับเร็ว และมากกว่าการใช้ไหมธรรมดา
 
และผลการรักษาอยู่ได้นานกว่าด้วย
 
 
ซึ่งไหมประเภทนี้มี 2 ขนาด ดังนี้
 
1. Double twist ขนาด 80 mm.

 

 เหมาะสำหรับบริเวณแนวกราม

และแนวหน้าหู ไรผม หรือแนวกรอบหน้านั่นเอง

ทำให้ช่วยสร้างแนวกรอบหน้าให้เข้ารูปได้ดี

 

อย่างของส้ม คุณหมอก็จะใช้ไหม Double Twist ขนาด 80mm.

ในการร้อยบริเวณแนวกราม หรือ กรอบหน้า เพื่อทำให้หน้าได้รูปมากขึ้น

 

 

2. Double twist ขนาด 50 mm.

 

เหมาะสำหรับแก้มส่วนเหนือแนวร่องแก้ม ส่วนโหนกแก้ม
 
และแนวไรผมส่วนหางตา ช่วยดึงให้หน้าเข้ารูป V shape ได้ดีขึ้น
 

อย่างในรูปด้านล่าง คุณหมอก็ได้ใช้ไหม Double Twist ขนาด 50mm 

ในการร้อยบริเวณด้านล่างช่วงคอ เพื่อดึงให้หน้าเข้ารูป v Shape มาขึ้น

(จริงใช้ตรงแนวร่องแก้มด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ)

  

 

3. ไหม Ultra V ขนาด 30 mm. 
 
เป็นแบบดั้งเดิม แต่ขนาดสั้น และเล็กพิเศษ
 
สำหรับการรักษาบริเวณใต้ดวงตาโดยเฉพาะ ช่วยแก้ถุงใต้ตา และร่องใต้ตา

อย่างในรูปข้างล่าง คุณหมอก็ใช้ไหม Ultra V ขนาด 30 mm ในการร้อยบริเวณถุงใต้ตา

เพื่อลดอาการบวมของถุงใต้ตาให้ตื้นขึ้น 

 

และก็ใช้ไหม Ultra V ขนาด 50mm. ร้อยบริเวณโหนกแก้ม

ซึ่งในการร้อยไหมคุณหมอจะเป็นคนพิจารณาเองว่าใบหน้าแบบนี้ต้องใช้ไหมแบบไหน

ร้อยตรงบริเวณไหนเพื่อปรับสมดุลให้ใบหน้าได้ดีที่สุดค่ะ

 

 4. ไหม 3D UVL 
 
เป็นไหมรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับการหย่อนคล้อยในบริเวณเนื้อเยอะ
 
เช่นแก้ม เป็นต้น ไหมแบบนี้จะมีความยาวประมาณ 60 mm. 
 
ตามมาตรฐานทั่วไป แต่จะมีขนาดเส้นหนากว่าปกติ
 
 
จากรูปด้านล่าง จริงๆ ร้อยไปบริเวณแก้มแล้ว คุณหมอก็ได้ใช้ไหมชนิดนี้
 
ร้อยบริเวณใต้คางเพื่อเก็บส่วนที่มีเนื้อเยอะ ให้กระชับมากขึ้น

  

 
ข้อมูลอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกชนิดไหม
 
 
การร้อยไหมคนไข้ หน้า แพทย์ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง
 
 บางครั้งใช้ไหม 4-5 ชนิด แต่ละตำแหน่งก็ร้อยไม่เหมือนกัน
 
และใช้ไหมคนละชนิดกัน ต้องเลือกชนิดไหมให้เหมาะสมกับตำแหน่งบนใบหน้า
 
ผู้ที่หน้ามีเนื้อมาก กับผู้ที่มีเนื้อน้อย ชนิดไหมก็ใช้แตกต่างกัน  
 
 คนไข้บางรายร้อยแค่ชั้นเดียวก็พอ บางรายต้องร้อย 2 ชั้น ถึงจะได้ผล
 
 
ราคาไหมแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน เช่นไหม Double twist ราคาแพงกว่าไหมปกติ
 
หรือไหมแบบดั้งเดิมกว่า เท่าเป็นต้น เพราะการผลิตทำได้ยากกว่า
 
ดังนั้นการที่ผู้บริโภคที่เลือกการรักษาโดยดูราคาเป็นหลัก
 
ย่อมไม่มีโอกาสได้ในสิ่งที่ดีที่สุด เพราะผู้บริโภคจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า
 
หมอที่รักษามีความชำนาญแค่ไหน  ใช้ไหมกี่ชนิด  จะ ร้อยทุกตำแหน่งหรือไม่
 
(หมอส่วนใหญ่จะไม่ร้อยไหมใต้ตาให้คนไข้ เพราะทำยาก และต้องใช้ไหมพิเศษ)
จะร้อยชั้นเดียว หรือกี่ชั้น แล้วทั้งหมดนี้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพหน้าตัวเองหรือไม่
 
” การดูราคา เทียบกับจำนวนเส้นไหมที่ใช้ จึงไม่ถูกต้อง
 และไม่สามารถนำมาคำนวนเปรียบเทียบกันได้”

หลังจากได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ และร้อยไหมเสร็จแล้ว

ขั้นตอนสุดท้ายคือ การฉีดโบทอกซ์คาง

คุณหมอใช้ สาร Botulinum Toxin ของยี่ห้อ BOTOX

โดยบริษัท Allegan อเมริกา ซึ่งเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุดแล้วในปัจจุบัน

 

การฉีดโบทอกที่คางก็เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคางนั้นเล็กลง

ซึ่งจะทำให้คางดูได้รูปมากยิ่งขึ้น และจะไปเสริมกับฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไป

ทำให้คางดูยาวขึ้นได้รูปมากยิ่งขึ้นค่ะ

 

 ซึ่งในขั้นตอนการปรับรูปหน้าครั้งนี้นั้น

สำหรับใบหน้าส้มใช้เวลาไปประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงค่ะ

จะบอกว่า ด้วยความที่ยาชามันยามาก ทำให้เวลาลืมตาแทบจะลืมไม่ขึ้น

รู้สึกหนักๆตาอยู่ตลอด เลยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ZzzzZZzz

 

หลายคนชอบถามว่าเจ็บมั้ย เห็นรูปแล้วกลัว บอกได้เลยว่า ไม่เจ็บ

เพราะขั้นตอนที่เจ็บที่สุดคือการฉีดยาชา อย่างที่บอกไปค่ะ

เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวนะคะ (สำหรับคนที่กำลังสนใจอยากจะทำนะคะ)

 

และก่อนกลับบ้าน คุณหมอจะให้ยามา 2 อย่าง

อันแรกจะเป็นยาทาบริเวณที่เกิดอาการช้ำเป็นเขียวๆ

และยาทาลดการอักเสบค่ะ


 

 เอาล่ะ..พอผ่านไปได้ 1 วัน

ตื่นเช้ามาส้มก็เลยถ่ายรูปมาให้ได้ดูค่ะ ว่าหลังจากปรับรูปหน้ามา

หน้าสดๆจะเป็นอย่างไรบ้าง


 

ความรู้สึก : วันแรกนี่ หน้าตึงมาก อ้าปากแทบไม่ได้เลย

และจะรู้สึกจี๊ดๆบ้างบางจุดเวลามือไปสัมผัสโดน

กินข้าวก็ลำบาก ขนาดช้อนโยเกิร์ตส้มยังอ้าได้ไม่เต็มที่เลย

เรียกได้ว่า วันแรกไม่ได้กินข้าวค่ะ กินแต่นม

และพยายามกินโยเกิร์ตแบบอ้าปากเล็กๆเอา

ปกติก็ปากเล็กมากอยู่แล้ว ทีนี้เลยทรมานหน่อย

 

และผ่านมาอีก 7 วัน….นี่คือใบหน้าสดค่ะ

 

 ความรู้สึก : วันที่ 7 นี้ไม่เจ็บแล้ว แต่หน้าเขียวเป็นจ้ำๆ ทั่วหน้าเลย

ต้องใช้คอลซีลเลอร์กลบรอยเขียวๆ แต่ไม่รู้สึกเจ็บมาก

แต่หน้ายังบวมอยู่เล็กน้อย ส่วนรอยเข็มที่ร้อยไหมไปนั้นก็ลดน้อยลงแล้วค่ะ 

 


 

 

และเมื่อผ่านมาครบ 1 เดือนพอดี นี่ก็คือใบหน้าที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง


 

อาจจะยังไม่ค่อยชัดมาก แต่ส้มรู้สึกได้เลยว่า ผิวหน้ากระชับขึ้น

ดูเต่งตึงมากขึ้น เวลาเอานิ้วไปจิ้มที่แก้ม ผิวจะเด้ง ยืดหยุ่นดีกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

งั้นให้ดูรูปด้านล่างนี้ดีกว่านะคะ

ซึ่งคุณหมอได้ถ่ายเอาไว้ก่อนและหลังทำได้ 5 สัปดาห์

 


 

จากรูปจะสังเกตเห็นได้ชัดเลยค่ะว่า หน้ารูปกระชับมากขึ้น

ไม่หย่อนคล้อยเหมือนตอนแรก และหน้าเรียวมากยิ่งขึ้น

แต่จะได้ผลเต็มที่ก็คือประมาณ 2 เดือนค่ะ 

 

ซึ่งในสัปดาห์ที่ 5 นี้ส้มได้เอาหน้ามาให้หมอได้ถ่ายรูปเปรียบเทียบเอาไว้

และคุณหมอก็ได้ดูรูปหน้าอีกครั้ง และได้ทำการฉีดฟิลเลอร์ให้ส้มเพิ่มเติมอีกด้วย

ซึ่งในรีวิวครั้งหน้า ส้มจะมารีวิวผลการเปลี่ยนแปลงให้ได้ดูอีกทีนะคะ

 

ราคาและสถานที่

 

อย่างที่บอกไปว่า แต่ละคนปัญหาไม่เหมือนกัน

ต้องเอาหน้ามาให้คุณหมอดูอีกทีค่ะว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

สำหรับของส้มเอง ราคาค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 200,000 – 250,000 บาท

โดยได้ร้อยไหมไป 106 เส้น ฟิลเลอร์ 1 หลอด โบทอกซ์ 40 ยูนิต

 

ส้มทำกับคุณหมอพุฒิพงศ์  ที่ ศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ พระราม 4 

หากใครสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

หรือโทร  (02)2871200-5 

 

สำหรับวันนี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่าน

และขอขอบพระคุณ คุณหมอพุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ

สำหรับการทำ Face Transform ให้ส้มในครั้งนี้ด้วยค่ะ

 

 

อ่านต่อ >>    (ตอนที่ 2) 

 

Sponsored By

AIC CLINIC

 

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Prev Post Next Post